ขอบคุณ ป๊ะกับม๊ะ กับชีวิต "เด็กปอเนาะ" ที่ปัตตานี



ผมต้องเค้นความทรงจำอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ มันคือความทรงจำที่ผมไม่เคยลืมเลือนไปจากชีวิตและยังคงระลึกกับสิ่งเหล่านี้ไม่เคยห่างหายไปในชีวิตปัจจุบัน กับวิถีของอิสลามที่ผมต้องเรียนรู้และที่เราเรียกว่า "เด็กปอเนาะ"

ในปี 2534 ชีวิตเด็กต่างจังหวัดคนนึงหลังจากเรียนจบชั้นประถมใกล้บ้าน แทบจะไม่รู้เรื่องราวใดๆในชีวิตว่าเราจะต้องทำอะไร เรียนอะไร ไปไหนต่อ ไม่มีภาพที่ชัดเจน ทุกอย่างมันเหมือนเลือนลางและต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตในปัจจุบัน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มี google ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีอะไรเลย...

ด้วยความที่ผมยังเด็ก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรนำพามาให้ผมมาอยู่ที่นี่ "ปัตตานี" หรืออาจจะเป็นประสงค์ของ ป๊ะกับม๊ะ ผมเองก็ไม่ชัดเจนมากนักในตอนนั้น  แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่เรียนรู้วิถีของอิสลามที่เราเรียกว่า "ปอเนาะ"



การเดินทางเริ่มต้นขึ้น ผมจำความได้ว่าในวันที่ป๊ะกับม๊ะไปส่งผมที่นั่น เราขนทุกสิ่งอย่างที่จำเป็นจากกระบี่ไปที่ปัตตานี เพื่อไปใช้ชีวิตเพียงลำพังในขนำหลังเล็กๆหลังคามุงจาก และฝาผนังเป็นไม้ไผ่ทั้งหลัง สำหรับอิสลามของเราแล้วเรียกแบบนี้ว่า ปอเนาะ

เมื่อเราไปถึงที่นั่นขนทุกสิ่งอย่างเก็บในปอเนาะ ถึงเวลาป๊ะกับม๊ะก็ต้องเดินทางกลับกระบี่ ครั้งแรกที่ผมน้ำตาไหลออกมากับความรุ้สึกของเด็กผู้ชายคนนึงที่ต้องจากบ้านเกิดมาอยู่ต่างถิ่น ซึ่งในยุคนั้นผมไม่รู้เลยว่าปัตตานีอยู่ส่วนไหน อย่างไร เพราะมันไม่มีอะไรเลย อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น

จัดการกับความโศกเศร้าของตัวเองเสร็จ ผมกลับไปใน ปอเนาะ สำรวจกับที่ๆผมอยู่ ที่นี่มีแสงสว่างแค่ไฟฟ้า 1 หลอด ไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีอะไรอะไรเลย ใช่ครับผมมีเพียงเตาแก๊สปิคนิคสำหรับทำอาหาร และเตาแบบใช้ถ่าน ซึ่งผมในตอนนั้นทำอะไรแทบไม่เป็นเลยครับ แต่ก็ดีอย่างนึงครับในยุคนั้น มาม่ามีแล้วครับ



นั่นหมายความว่า ผมต้องหุงข้าวเอง ต้องก่อไฟเพื่อใช้ถ่านมารีดผ้า จากที่ผมมีม๊ะคอยทำให้มาตลอด

วันแรกกับการคิดอะไรมากมายแบบความคิดของเด็กคนนึงจนเวลาผ่านไปกับคืนแรกที่ผมต้องนอนอย่างโดดเดี่ยว และไม่ได้นอนที่บ้าน ผมจำได้ว่าเป็นครั้งที่สองที่ผมน้ำตาไหลแล้วหลับไปครับ

ค่ำคืนได้ผ่านพ้นไปจนผมต้องสะดุ้งตื่นและรู้สึกตัว ใครสาดน้ำใส่ผม โอ้โห...นี่คืออะไร ตัวเปียก ที่นอนเปียก มันคืออะไร....แล้วผมจะเฉลยตอนหลังนะครับว่าทำไมเป็นแบบนี้

ตื่นขึ้นมากับสิ่งที่ต้องทำคือ ผมต้องหุงข้าว ก่อไฟ เพื่อจะรีดชุดนักเรียน จากเด็กที่ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ที่มีม๊ะคอยทำให้ตลอดที่อยู่กระบี่ มาวันนี้มันไม่ใช่แล้ว ความรู้สึกตอนนั้น ผมคิดถึงม๊ะครับ ผมคิดถึงที่บ้าน

ชีวิตของวันใหม่เริ่มต้นขึ้น ผมต้องกินข้าวดิบ เพราะผมหุงไม่เป็น และเสื้อนักเรียนผมสีขาวก็มีรอยดำจากการรีดด้วยถ่านเยอะแยะไปหมดเพราะผมทำไม่เป็นครับ

จนถึงเวลาที่ผมต้องไปอาบน้ำ ผมต้องนำที่ตักน้ำไปอาบน้ำในบ่อ (ที่ตักน้ำแบบนี้ต้องขอบอกว่าแทบจะหาดูได้ยากมากในปัจจุบัน)  ซึ่งเป็นบ่อหลักของที่นั่น และผมเตรียม ยาสีฟัน สบู่ ยาสระผม ไปด้วยแบบใช้ชีวิตที่บ้านถึงแม้ว่าที่บ้านไม่ต้องตักน้ำแบบนี้ก็ตาม แต่ป๊ะกับม๊ะ ก็เตรียมสิ่งนี้ไว้ให้กับผม

ทันทีที่ผมถึงบ่อ ผมตกใจมากครับ ทำไมคนเยอะแบบนี้ ต้องแย่งกันอาบน้ำ เฮ้ยนี่ผมต้องอาบน้ำแบบนี้หรือ ผมพึมพำอยู่ในใจ แต่ด้วยความพร้อมที่เตรียมมาผมไม่ต้องรอที่ตักน้ำจากคนอื่น ก็พอจะหาช่องว่างที่จะหย่อนตักน้ำมาอาบได้



ขอยาสีฟันหน่อยนะ ขอสบู่ ขอยาสระผม เสียงภาษามลายู รอบๆข้างเปล่งประกายมายังผม และผมเองก็มองและพยักหน้า และต่อท้ายด้วยขอที่ตักน้ำ จนผมอาบน้ำเสร็จ และผมพอจะรู้ได้ว่าหากผมรอเอาสิ่งที่คนอื่นขอผมกลับ ผมคงไม่ได้กลับไปแต่งตัวแน่ๆ ผมเลยใช้ภาษากายว่าเดี๋ยวให้ไปคืนผมที่ปอเนาะหลังนั้นนะ คนๆนั้นพยักหน้า และผมก็เดินกลับ

ผมแต่งตัวทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยและเตรียมตัวที่จะไปเรียน เอ๊ะทำไมยังไม่เอามาคืนผมนะ สักพักคนๆนั้นเอาสบู่กลับมาให้ผมเพียงอย่างเดียว เฮ้ยเนี่ยอะไร สบู่ผมก้อนใหม่เลยนะ ทำไมมันเหลือแค่นี้ โห....นี่สบู่ผมก้อนเดียวถูเป็นร้อยๆคนเลยหรือเนี่ย????

ไม่ต้องพูดถึงยาสีฟัน ยาสระผม ไม่เหลือซากครับ...

ผมยังไม่ค่อยเข้าใจกับชีวิตแบบนี้เท่าไหร่ อืมม...แต่ตอนนี้ผมต้องไปเรียนก่อนครับ

ไว้ติดตามตอนต่อไปนะครับ >>>


ขอบคุณครับ


Comments

Popular posts from this blog

บ้าน (ฝรั่ง) เช่าหลังแรก

เปิดใจเรียนรู้ "ให้" สู่รายได้ยั่งยืน

ลูกค้าฝรั่ง (แสนแสบ) คนแรก